
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 สำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ได้ประกาศ “ข้อกำหนดการตรวจสอบกักกันโรคและศัตรูพืชสำหรับการนำเข้าทุเรียนจาก สปป.ลาว” ส่งผลให้ สปป.ลาวเป็นประเทศที่ 6 ถัดจากไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และกัมพูชา ที่สามารถส่งออกทุเรียนสดไปยังจีนได้
ที่ผ่านมา ไทยเป็นประเทศเดียวที่จีนอนุญาตให้ส่งออกทุเรียนสดไปยังจีน โดยสามารถผูกขาดตลาดทุเรียนจีนได้มานานหลายปี จนกระทั่งจีนทยอยอนุญาตให้ประเทศที่เพาะปลูกทุเรียนเข้าร่วมแบ่งตลาดทุเรียนในจีนตามลำดับข้างต้น
เวียดนามถือเป็นประเทศคู่แข่งสำคัญโดยตรงของไทย เมื่อเปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และกัมพูชา ซึ่งจีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนเวียดนามได้ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 และเริ่มนำเข้าจริงในเดือนกันยายน 2565 โดยในปี 2565 จีนนำเข้าทุเรียนเวียดนาม 188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนเพิ่มเป็น 2,137 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 ทำให้ทุเรียนเวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดจีนมากกว่าร้อยละ 30 ได้ภายใน 1 ปี โดยอาศัยจุดแข็งด้านราคา เนื่องจากเวียดนามมีกำลังการผลิตทุเรียนในปริมาณมากและมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตยาวตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยวจนถึงปลายปี อีกทั้งยังมีพรมแดนติดกับจีนซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่ง
ปี 2567 ทุเรียนเวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดจีนเพิ่มขึ้นเป็นกว่าร้อยละ 40 ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนบทบาทของเวียดนาม จากเดิมที่เป็น “ทางผ่าน” สำหรับขนส่งทุเรียนไทยไปเข้าจีนที่มณฑลยูนนานและกว่างซี กลายเป็น “คู่แข่ง” ของทุเรียนไทยโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ทุเรียนไทยยังมีแต้มต่ออยู่บ้าง เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 จีนตรวจพบทุเรียนเวียดนามมีสารแคดเมียมตกค้างเกินมาตรฐาน จีนจึงระงับการนำเข้าทุเรียนเวียดนามจากสวนและล้งทุเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2567 อีกทั้งยังตรวจสอบสารตกค้างบนทุเรียนเวียดนามอย่างเข้มงวดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยชะลอความร้อนแรงของทุเรียนเวียดนามในตลาดจีนได้
ในมุมกลับกัน แม้ว่าในปี 2568 ทุเรียนไทยจะเผชิญมาตรการตรวจสาร BY2 ตกค้าง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยก็ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที จนจีนมีความเชื่อมั่นและลดความเข้มงวดในการตรวจสอบสารตกค้างบนทุเรียนไทย ส่งผลให้ทุเรียนไทยได้เปรียบทุเรียนเวียดนามในประเด็นนี้
สำหรับ สปป.ลาว ก่อนหน้านี้จนถึงปี 2568 สปป.ลาวเล่นบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและเก็บผลประโยชน์จากการขนส่งทุเรียนไทยผ่านลาวเข้ามณฑลยูนนาน ซึ่งมีด่านโม่ฮานและด่านรถไฟโม่ฮานเป็นด่านหลักของมณฑลยูนนานในการนำเข้าทุเรียนไทย โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มณฑลยูนนานนำเข้าผลไม้ไทยและทุเรียนไทยมากเป็นอันดับหนึ่งของจีน

สถิติล่าสุดในช่วงสามไตรมาสของปี 2568 มณฑลยูนนานนำเข้าทุเรียนไทยมากที่สุดด้วยมูลค่ากว่า 1,144 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น เมื่อจีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนลาวได้และบทบาทของลาวกำลังจะเปลี่ยนจาก “ทางผ่านหลัก” ของไทย กลายเป็น “คู่แข่ง” แน่นอนว่า ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ คาดว่าลาวจะเริ่มส่งออกทุเรียนไปจีนได้จริงในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ในระยะใกล้ ทุเรียนลาวยังมีกำลังการผลิตไม่มาก แต่ในระยะกลางและระยะยาว เมื่อทุเรียนลาวมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบทุเรียนไทย เช่น ด่านโม่ฮานและด่านรถไฟโม่ฮานเกิดความแออัด เมื่อนั้น การอำนวยความสะดวกที่ฝ่ายลาวมีให้แก่ทุเรียนไทยก็อาจเกิดความไม่ราบรื่นได้ ซึ่งฝ่ายจีนก็ได้เตรียมรองรับปัญหานี้ไว้แล้วด้วยการอนุมัติให้ด่านเหมิ่งคังในเมืองผูเอ่อร์ (เชื่อมกับด่าน Lantouy ในแขวงพงสาลีของ สปป.ลาว) เป็นด่านจำเพาะเพื่อการนำเข้าผลไม้ ทำให้มณฑลยูนนานมีด่านนำเข้าผลไม้จากลาวเพิ่มเป็น 3 แห่ง
เมื่อการส่งออกทุเรียนไทยผ่านประเทศที่สามอย่างเวียดนามและลาวเริ่มมีแนวโน้มจะไม่ราบรื่นเหมือนเก่า ก็ควรพิจารณาเส้นทางขนส่งทางเลือกสำหรับทุเรียนไทย เช่น การขนส่งทางอากาศซึ่งรวดเร็วแต่มีต้นทุนสูง การขนส่งทางทะเลที่เน้นมณฑลภาคตะวันออกของจีน หรือการขนส่งทางแม่น้ำโขงจากท่าเรือเชียงแสนไปยังท่าเรือกวนเหล่ยในมณฑลยูนนานซึ่งปัจจุบันมีทางด่วนเชื่อมถึงท่าเรือกวนเหล่ยแล้ว
นอกจากประเด็นการเลือกเส้นทางขนส่งแล้ว ทุเรียนไทยยังควรตื่นตัวเรื่องการตลาด เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำโดยการคัดเลือกทุเรียนคุณภาพเพื่อทำให้ผู้บริโภคจีนเกิดความเชื่อมั่นในทุเรียนไทยไปจนถึงปลายน้ำ โดยการสร้างความแตกต่างเพื่อให้ผู้บริโภคจีนสามารถแยกแยะทุเรียนไทยออกจากทุเรียนประเทศอื่นในตลาดจีนได้อย่างเด่นชัด เช่น แถบพลาสติกคาดผลทุเรียนลายธงชาติไทย เป็นต้น
ข่าวนี้รวบรวมโดย :SHUNNING HUANG
การตรวจสอบรอบแรก:YANLAN ZHANG
การตรวจสอบรอบที่สอง: CUIJING MO
การตรวจสอบรอบที่สาม: ปิยะนุช เพชรเย็น