“เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง” เป็นมณฑลแห่งแรกในจีนที่เสนอแนวคิดการพัฒนา “ด่านศุลกากรทางบก” สู่ “ด่านศุลกากรอัจฉริยะ” หรือ Smart Border Gate โดยมี “ด่านโหย่วอี้กวาน” ด่านปลายทางการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนผ่านถนน R9 (มุกดาหาร) R12 (นครพนม) เป็น ‘ต้นแบบ’ ด่านศุลกากรทางบกที่นำร่องด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะโครงการแรกของประเทศจีน ซึ่งขณะนี้ พร้อมใช้งานจริงแล้ว (ด่านหูหงิ/Huu Nghi Border Gate ยังอยู่ระหว่างกระบวนการยื่นขออนุมัติจากรัฐบาลกลางเวียดนาม)

ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา “ด่านตงซิง” (Dongxing Border Gate/东兴口岸) ด่านสากลทางบกที่มีความสำคัญอีกแห่งของเขตฯ กว่างซีจ้วง ได้เริ่มต้นโครงการก่อสร้างเพื่อยกระดับ “ด่านตงซิง” สู่ “ด่านอัจฉริยะ” อีกแห่งของกว่างซีแล้ว เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผ่านด่านของบุคคลและสินค้าให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ก่อนที่จะไปส่องความเคลื่อนไหวของโครงการก่อสร้าง “ด่านอัจฉริยะตงซิง” บีไอซี ขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ “ด่านตงซิง” กันก่อนครับ/ค่ะ
“ด่านตงซิง” ตั้งอยู่ที่เมืองระดับอำเภอตงซิง สุดแผ่นดินตะวันตกของประเทศจีน ตรงข้ามกับด่านม๊องก๋าย (Mongcai) จังหวัดกว๋างนิญ (Quang Ninh) ของเวียดนาม มีแม่น้ำเป่ยหลุนเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติ ด่านแห่งนี้ตั้งอยู่ค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากกรุงฮานอยราว 300 กิโลเมตร (ไกลกว่าด่านโหย่วอี้กวานราว 100 กิโลเมตร)

สำหรับ “ด่านตงซิง” แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ (1) ด่านสะพานข้ามแม่น้ำเป่ยหลุน แห่งที่ 1 เป็นด่านแห่งเดิม ปัจจุบันทำหน้าที่เป็น “ด่านตรวจคนเข้าเมือง” (Immigration) และ (2) ด่านสะพานข้ามแม่น้ำเป่ยหลุน แห่งที่ 2 เป็นด่านที่สร้างขึ้นใหม่ ทำหน้าที่เป็น “ด่านศุลกากร” (Customs) ใช้สำหรับบุคคลและรถบรรทุกสินค้าผ่านเข้า-ออกนอกประเทศ เป็นด่านที่มีความพร้อมด้านฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด่านโหย่วอี้กวาน
สำหรับโครงการก่อสร้าง “ด่านอัจฉริยะตงซิง-ม๊องก๋าย” เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือเชิงลึกด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวระหว่างจีนกับอาเซียน (เวียดนาม) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าข้ามแดนระหว่างสองฝ่ายให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการจัดสรร/หมุนเวียนทรัพยากรภายในภูมิภาค และมีนัยสำคัญยิ่งต่อการพัฒนา “เขตทดลองการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชั่น 3.0” ด้วย
ที่สำคัญ โครงการดังกล่าวเป็นผลดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมของการประชุมประจำฤดูใบไม้ผลิระหว่างรัฐบาลเขตฯ กว่างซีจ้วงกับเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ 5 จังหวัดชายแดนเวียดนาม ประจำปี 2569 (กว๋างนิญ ลางเซิน กาวบั่ง เตวียนกวาง และไฮฟอง) ที่ต่อยอดจากที่รัฐบาลท้องถิ่นสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงกรอบความร่วมมือในการพัฒนาจุดทดลองด่านอัจฉริยะร่วมกัน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568
โครงการดังกล่าวมุ่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่อย่าง “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ในการพัฒนาระบบด่านอัจฉริยะที่มีความทันสมัยเชื่อมโยงข้ามแดน มีสิ่งอำนวยความสะดวกอัจฉริยะ มีการกำกับดูแลที่แม่นยำ และมีบริการที่มีประสิทธิภาพสูง โดยปรับปรุงยกระดับด่านฝั่งกว่างซี(จีน)ทั้ง 2 จุด ดังนี้
(1) ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ ด่านสะพานแห่งที่ 1
วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นอัจฉริยะ ระบบการบริหารจัดการที่เป็นดิจิทัล การกำกับดูแลที่มีความแม่นยำ การบริการที่ครอบคลุม และความร่วมมือที่เป็นระบบ เพื่อเป็นต้นแบบของด่านตรวจคนเข้าเมืองทางบกอัจฉริยะของประเทศจีน
การดำเนินงาน : การปรับปรุงพื้นที่ใช้งาน การอัปเกรดระบบและอุปกรณ์ตรวจสอบอัจฉริยะ และสร้างแพลตฟอร์มการบริหารจัดการร่วมกัน (Collaborative Management Platform) เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะบูรณาการเทคโนโลยีแบบจำลองเสมือนจริงจากระบบทางกายภาพ (Digital Twin) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model – LLM) ช่วยให้การกำกับดูแลมีความแม่นยำและอัจฉริยะ ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและงานตรวจคนเข้าเมืองให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
งบประมาณและระยะเวลา : เงินลงทุนรวม 263.6808 ล้านหยวน ระยะเวลาก่อสร้าง 180 วัน
ขีดความสามารถในการรองรับ (Capacity) : ความสามารถรองรับปกติวันละ 35,000 คนครั้ง และสามารถรองรับสูงสุดวันละ 50,000 คนครั้ง
สถิติปี 2568 ด่านตงซิง (รวมเขตการค้าผ่านจุดผ่อนปรนตลาดการค้าสำหรับชาวชายแดน) มีคนผ่านเข้า-ออกรวม 9.622 ล้านคนครั้ง ซึ่งมากเป็นอันดับ 1 ของด่านพรมแดนทางบกในประเทศจีน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 (YoY)
(2) ด่านศุลกากร (Customs) หรือด่านสะพานแห่งที่ 2
วัตถุประสงค์ : เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติพิธีการศุลกากรให้มีความแม่นยำและความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นผ่านการขยายพื้นที่ปฏิบัติงาน (พื้นที่ปฏิบัติการทางศุลกากร ประตูไม้กั้นอัจฉริยะ ศูนย์ตรวจสอบและบังคับการรวม) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเพื่อช่วยภาคธุรกิจยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนและลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ
การดำเนินงาน : บนหลักการ “แยกพื้นที่นำเข้า-ส่งออก แยกเส้นทางสัญจร” ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของด่าน ช่วยลดเวลาและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมาก การก่อสร้างแบ่งย่อยเป็น 6 พื้นที่ ได้แก่ (1) พื้นที่ลานตรวจขาเข้า (2) พื้นที่ลานตรวจขาออก (3) พื้นที่ตรวจคนเข้าเมือง (4) พื้นที่ลานจอดพักยานพาหนะ (5) พื้นที่ที่กันไว้สำหรับการพัฒนาในอนาคต และ (6) ศูนย์ตู้คอนเทนเนอร์ โดยโครงการก่อสร้างแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ
ระยะแรก : ขยายพื้นที่ด่านในปัจจุบัน สร้างพื้นที่ลานตรวจสอบสินค้าขาออกเพิ่มใหม่ รวมถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์
ระยะสอง : พัฒนาโมเดลการผ่านพิธีการศุลกากรอัจฉริยะแบบไร้คน เพิ่มพื้นที่ลานปฏิบัติการของรถนำทางอัจฉริยะ (Intelligent Guided Vehicle หรือ IGV) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเลือก เพื่อสร้างฉากทัศน์นำร่องการผ่านพิธีการศุลกากรอัจฉริยะ
พื้นที่โครงการและงบประมาณ : เนื้อที่ 551 หมู่จีน (ราว 230 ไร่) เงินลงทุนรวม 580 ล้านหยวน
ขีดความสามารถในการรองรับ (Capacity) : วันละ 3,300 คันครั้ง (ปัจจุบัน รองรับได้วันละ 1,000 คันครั้ง)
สถิติปี 2568 ด่านตงซิง สะพานแห่งที่ 2 มีปริมาณสินค้านำเข้า-ส่งออกรวม 2.023 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.6 (YoY) รวมมูลค่าสินค้า 156,370 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.9 (YoY) สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งปริมาณสินค้าและมูลค่าสินค้านำเข้า-ส่งออก
บีไอซี ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในบริบทที่ประเทศจีนมีความเข้มงวดในการนำเข้าสินค้าบางประเภท โดยจะต้องนำเข้าผ่านด่านที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และด่านนั้น ๆ จะต้องมีสถานที่ตรวจสอบและควบคุมเฉพาะสำหรับสินค้าชนิดนั้นด้วย โดย “ด่านตงซิง” เป็นด่านที่ได้รับอนุญาตการนำเข้าสินค้าต้องกำกัดที่หลากหลายมากที่สุดในกว่างซี ประกอบด้วย (1) ด่านนำเข้าผลไม้ (2) ด่านนำเข้าสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภค (3) ด่านนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแช่เย็น (4) ด่านนำเข้ากล้าพันธุ์พืช และ (5) ด่านนำเข้าธัญพืช

“ด่านตงซิง” เป็นด่านนำเข้าผลไม้ทางบกแห่งที่ 3 ของเขตฯ กว่างซีจ้วง ต่อจากด่านโหย่วอี้กวาน และด่านรถไฟผิงเสียง โดยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 นางสาวเบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง ได้ร่วมเป็นเกียรติในพิธีต้อนรับการนำเข้า “ผลไม้ไทย” ล็อตแรกผ่านด่านตงซิง ซึ่งประกอบด้วยทุเรียน จำนวน 7 ตู้ รวมน้ำหนัก 116.2 ตัน มูลค่าสินค้า 4.324 ล้านหยวน
บีไอซี เห็นว่า เมื่อ “ด่านอัจฉริยะตงซิง” ก่อสร้างเสร็จและเปิดใช้งานจริงแล้ว จะช่วยเสริมบทบาทการเป็น “ประตูการค้ากับอาเซียน” ที่มีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงในการขนส่งสินค้าข้ามประเทศและการปฏิบัติพิธีการศุลกากร ช่วยให้ผู้ประกอบการ(ไทย)ลดต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายลงได้อย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผลไม้สดที่ส่งออกจากประเทศไทยไปจีน
แม้ว่าปัจจุบันการค้าผลไม้กับไทยผ่านด่านตงซิงจะมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับด่านโหย่วอี้กวาน อย่างไรก็ดี
บีไอซี เชื่อว่า ด้วยแนวโน้มความต้องการในการบริโภคผลไม้ไทยที่เพิ่มสูงขึ้น กอปรกับความพร้อมด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ “ด่านตงซิง” เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางแห่งโอกาส” ที่ช่วยเพิ่มพูนมูลค่าการค้าระหว่างกว่างซี(ตงซิง)กับประเทศไทยได้อย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้ บีไอซี ขอเน้นย้ำว่า ในบริบทที่ประเทศจีนเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อให้เกิดการแข่งขันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ “ทุเรียนสด” ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย (นอกจากไทยแล้ว จีนได้อนุญาตการนำเข้าทุเรียนสดจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย กัมพูชา และสปป.ลาว) ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์การแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงที่จะมี ‘คู่แข่ง’ ในตลาดจีนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะประเด็น “ความปลอดภัยของอาหาร” หรือ Food Safety ที่ทุกฝ่ายของไทยต้องเข้มงวดกับกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อให้ผลไม้ไทยมีคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยสอดคล้องตามข้อกำหนดของทางการจีน โดยเฉพาะการควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืช ปริมาณสารตกค้าง แหล่งกำเนิดมีมาตรฐานการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice หรือ GAP) โรงงานแปรรูปมีมาตรฐานการรับรองคุณภาพการผลิตของผู้ผลิต (Good Manufacturing Practice หรือ GMP) และต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานปลอดภัยไร้สารตกค้าง เพื่อ ‘สร้างแต้มต่อ’ ให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ส่งออกของไทย รวมทั้งสร้างความมั่นใจและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผลไม้ไทยในภาครัฐและสายตาผู้บริโภคชาวจีน
นอกจากนี้ ผู้ส่งออกควรติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ซึ่งศูนย์บีไอซี จะติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวมาอัปเดตให้ทราบเป็นระยะ
ข่าวนี้รวบรวมโดย :SHUNNING HUANG
การตรวจสอบรอบแรก:YANLAN ZHANG
การตรวจสอบรอบที่สอง: CUIJING MO
การตรวจสอบรอบที่สาม: ปิยะนุช เพชรเย็น