ปฏิเสธไม่ได้ว่า… ตลอด 2 ศตวรรษที่ผ่านมา การก่อสร้างที่ใช้คอนกรีตมวลรวมธรรมชาติ หรือวัสดุผสมคอนกรีตจากธรรมชาติ (Nature Aggregate Concrete หรือวัสดุ NAC) เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็วทั่วโลก แต่ละปีมีการขุดหินทรายมากถึงปีละ 50,000 ล้านตัน ซึ่งส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ยังไม่นับรวมมลพิษที่เกิดจากขยะจากการก่อสร้างและการรื้อถอน (Construction and Demolition Waste หรือ CDW) สิ่งปลูกสร้างเก่าอีกนับพันล้านตัน ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ ‘ไม่’ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นการพัฒนาที่ ‘ไม่’ ยั่งยืน
การพลิกโฉมอุตสาหกรรมก่อสร้างไปสู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เป็นโจทย์ที่วงการก่อสร้างทั่วโลกเร่งค้นหาคำตอบ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเศษวัสดุกองพะเนินจากการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่า
มาในวันนี้ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงมีคำตอบแล้ว ทีมวิจัยของศาสตราจารย์เซียว เจี้ยนจวง (Xiao Jianzhuang/肖建庄) อธิการบดีมหาวิทยาลัยกว่างซี ประสบความสำเร็จในการนำเศษรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกลับมาใช้ใหม่ในการก่อสร้างโครงสร้างหลักของสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด หรือที่เรียกว่า “วัสดุผสมคอนกรีตจากการนำกลับมาใช้ใหม่” หรือวัสดุ RCA (Recycled Aggregate Concrete) ถือเป็นกรณีศึกษากรณีแรกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง
ก่อนอื่น ไปทำความรู้จักกับ “วัสดุผสมคอนกรีตจากการนำกลับมาใช้ใหม่” หรือวัสดุ RCA (Recycled Aggregate Concrete) กันก่อน
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ วัสดุผสมที่ได้จากการนำขยะหรือเศษวัสดุรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างประเภทคอนกรีต (รวมถึงเศษอิฐ เศษปูน เศษกระเบื้อง) กลับเข้าสู่กระบวนการบด คัดแยก เพื่อแปรรูปเป็นมวลรวมหยาบ หรือวัสดุผสมแบบหยาบ (Coarse Aggregate) ในการก่อสร้าง ถือเป็น “วัสดุทางเลือก” ทดแทนวัสดุมวลรวมธรรมชาติ ช่วยลดขยะและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
ในแวดวงวิศวกรรม การใช้ประโยชน์จากวัสดุ RAC ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ โดยทั่วไป มีการนำเศษวัสดุรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกลับมาใช้เป็นวัสดุรองพื้นถนน หรือโครงสร้างที่ไม่รับน้ำหนัก เนื่องจากคุณสมบัติทางกายภาพของวัสดุ RAC มีความหนาแน่นต่ำ ค่ากำลังอัดและค่ากำลังดึงค่อนข้างต่ำ และมีอัตราการดูดซึมสูง (ส่งผลตรงต่อการเสียรูปของสิ่งปลูกสร้าง)
แต่ผลงานของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยกว่างซีครั้งนี้ เป็นการนำเอาเศษมวลรวมหยาบ ไปผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณสมบัติเชิงกล (Mechanical Property) และความทนทาน (Durability) เป็น “วัสดุ RCA” และนำไปใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างรับน้ำหนักอย่างเสา คาน และพื้นของอาคารได้ โดยผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการต่อยอดจาก “ทฤษฎีด้านวิศวกรรมและวัสดุศาสตร์” ไปสู่ “การใช้งานจริง” ด้วยการก่อสร้าง “ศูนย์ปฏิบัติการแบบครบวงจรด้านวิศวกรรมโยธา” (土木工程综合实验中心) ในมหาวิทยาลัยกว่างซี
มหาวิทยาลัยกว่างซีได้ดำเนินการรื้อถอนอาคารศูนย์ปฏิบัติการหลังเดิม และใช้เศษวัสดุรื้อถอนดังกล่าวเข้าสู่กระบวนปรับปรุงคุณสมบัติเป็นวัสดุ RCA เพื่อนำมาสร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติการหลังใหม่บนพื้นที่เดิม ทั้งนี้ การก่อสร้างยังต้องใช้เทคนิคทางวิศวกรรมในการผลิต เช่น การใช้จำนวนเหล็กเส้นที่เหมาะสม การควบคุมกระบวนการผสมวัสดุและลำดับการผสมวัสดุที่แม่นยำ (สูตรผสม) การควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสม และการปรับปรุงเทคนิคการผลิตคอนกรีตรีไซเคิล โดยโครงสร้างหลักของอาคาร A ชั้น 2 – 6 ใช้วัสดุ RCA ร้อยเปอร์เซ็นต์ คาดการณ์ว่างานก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 นี้

อาคารศูนย์ปฏิบัติการแบบครบวงจรด้านวิศวกรรมจากวัสดุ RCA มหาวิทยาลัยกว่างซี
บีไอซี ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผลงานวิจัยดังกล่าวของศาสตราจารย์เซียวฯ ชื่อเรื่อง Recycled aggregate concrete: design, application and challenges ได้รับการตีพิมพ์บนวารสารชุด Nature Reviews Clean Technology ในเครือวารสาร Nature วารสารวิทยาศาสตร์แบบสหวิทยาการ (interdisciplinary) ที่ทรงอิทธิพลและถูกอ้างอิงมากที่สุดแหล่งหนึ่งในโลกจากประเทศอังกฤษ สำหรับผู้สนใจในแวดวงวิชาการและการก่อสร้างสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nature.com/articles/s44359-025-00125-2
บีไอซี เห็นว่า ผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นแนวทางตาม “หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่น่าสนใจที่สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นระบบในกระบวนการผลิตและการแปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการสูญเปล่าของทรัพยากร/วัตถุดิบ มีการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ยั่งยืนสูงสุด ทำให้เศษวัสดุจากการรื้อถอนที่ถูกมองว่าเป็นเพียง “ขยะ” สามารถเปลี่ยนเป็น “ทรัพยากรที่มีค่า” ได้ ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ ช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม และลดต้นทุนในการก่อสร้างได้ด้วย
ทั้งนี้ สถาบันการศึกษา/องค์กรที่เกี่ยวข้องของไทยสามารถพัฒนาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกว่างซีในการบูรณาการความรู้ในศาสตร์ด้านวิศวกรรมและวัสดุ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม/ธุรกิจก่อสร้างที่ยั่งยืนระหว่างสองฝ่าย และตอบโจทย์เป้าหมายการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ของประเทศในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ในปี ค.ศ. 2065
ข่าวนี้รวบรวมโดย :SHUNNING HUANG
การตรวจสอบรอบแรก:YANLAN ZHANG
การตรวจสอบรอบที่สอง:CUIJING MO
การตรวจสอบรอบที่สาม: ปิยะนุช เพชรเย็น