ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเป็นเทคโนโลยีหลักที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก การแทรกซึมของเทคโนโลยี AI ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ตลอดจนชีวิตประจำวันของมนุษย์ เกิดเป็นปรากฏการณ์ AI Transformation ที่กระบวนการทำงาน โครงสร้างอุตสาหกรรม และรูปแบบการให้บริการต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “ความเป็นอัจฉริยะ” และช่วยสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่และโอกาสใหม่ทางธุรกิจ
“จีน” เป็นหนึ่งในประเทศ ‘ตัวเต็ง’ (Front-runner) ในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ของโลก ภายใต้ระบบการบริหารประเทศแบบ “สังคมนิยมอัตลักษณ์จีน” (Socialism with Chinese Characteristics) ซึ่งรัฐบาลจีนได้กำหนดทิศทางให้รัฐบาลท้องถิ่นเร่งพัฒนาและส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI เพื่อรองรับภูมิทัศน์เศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลในระยะยาว
ในบริบทของความร่วมมือด้าน AI ระหว่างจีนและสมาชิกอาเซียน ย่อมต้องมีชื่อของ “เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง” ในฐานะ Gateway to ASEAN ของประเทศจีน
การเดินทางบน “เส้นทาง AI” ของเขตฯ กว่างซีจ้วง มีความชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2568 รัฐบาลกว่างซี ได้ประกาศ “แผนปฏิบัติการ ‘ปัญญาประดิษฐ์ (AI) + การผลิต’ กว่างซี ปี 2568 – 2570” (广西“人工智能+制造”行动方案 (2025-2027年)) ที่มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ (Breakthrough Technology) ผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ และฉากทัศน์การใช้งาน AI ในรูปแบบต่าง ๆ ที่มุ่งสู่ “อาเซียน”
แพลตฟอร์มสำคัญที่เขตฯ กว่างซีจ้วงใช้เป็น ‘สะพาน’ เชื่อมโยงความร่วมมือและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนในอุตสาหกรรม/ธุรกิจด้าน AI ระหว่างตลาดจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกกับประชากรกว่า 1,400 ล้านคน กับตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคนและมีขนาดเศรษฐกิจดิจิทัลสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็คือ “ศูนย์นวัตกรรมความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์จีน-อาเซียน” (中国—东盟人工智能创新合作中心/China-ASEAN AI Collaborative Innovation Center) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “ศูนย์หนาน เอ” (南 A中心) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณย่านใจกลางเขตเมืองใหม่อู่เซี่ยง (Wuxiang New District/五象新区) ของนครหนานหนิง โดยแบ่งการก่อสร้างเป็น 3 ระยะ (ระยะต้น-ระยะกลาง-ระยะยาว)
ปัจจุบัน โครงการ “ศูนย์หนาน เอ” อยู่ในระยะต้น (ระหว่างปี 2568-2569) ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย คือ (1) อาคารนิทรรศการ ซึ่งภายในอาคารมีส่วนของห้องนิทรรศการ มีโรงงานอัจฉริยะ ศูนย์ประสานงานอาเซียน และศูนย์ฝึก AI ซึ่งได้เปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2568 และโครงการย่อยอีก 2 โครงการ ได้แก่ (1) ฐานวิจัยและพัฒนาสำหรับธุรกิจ AI และ (2) พื้นที่เฉพาะด้านข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (人工智能可信数据专区) หรือ “ศูนย์ AI Data Center” คาดว่างานก่อสร้างโครงสร้างหลักของทั้ง 2 โครงการ จะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 นี้ และทยอยเปิดใช้งานได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปี 2569

ผุด “พันธมิตรธุรกิจศูนย์หนาน เอ” เสริมระบบนิเวศอุตสาหกรรม AI
เมื่อเร็ว ๆ นี้ (27 พ.ค. 2569) ภาคธุรกิจบิ๊กเทคได้ร่วมกันจัดตั้ง “พันธมิตรธุรกิจศูนย์หนาน เอ” (China–ASEAN Artificial Intelligence Application Cooperation Center Enterprise Alliance/ 中国—东盟国家人工智能应用合作中心企业联盟) เพื่อร่วมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ AI plus ของจีน และขับเคลื่อนความร่วมมือด้านดิจิทัลจีน-อาเซียนที่เป็นรูปธรรม
ผู้ริเริ่ม : บริษัทผู้พัฒนาชิปประมวลผลกราฟฟิก (GPU) และ AI โซลูชัน Moore Threads Technology (摩尔线程) จากกรุงปักกิ่ง / บริษัทผู้พัฒนาหุ่นยนต์เอไอ AGIBOT Innovation (智元创新) จากนครเซี่ยงไฮ้ / บริษัทผู้พัฒนาอุปกรณ์โทรคมนาคมและผู้ให้บริการเอไอและพลังการประมวลผล ZTE (中兴通讯) จากเมืองเซินเจิ้น และศูนย์การพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอาเซียนกั๋วเหยียนกว่างซี (องค์การมหาชน) (Guangxi Guoyan ASEAN Innovation-driven Development Center/广西国研东盟创新驱动发展中心)
สมาชิก : มีสมาชิก (ชุดแรก) ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมแล้ว 55 ราย ครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังการประมวลผล อัลกอริธึมและโมเดล แหล่งข้อมูลสำหรับเอไอ (AI Data Resources สำหรับฝึกฝนโมเดลและการเรียนรู้ของเครื่อง) อุปกรณ์ปลายทาง (Terminal Equipment) ฉากทัศน์ทางดิจิทัล และกองทุนเพื่อการพัฒนาธุรกิจ/อุตสาหกรรม
พันธกิจ : การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้งานระหว่างประเทศ การบูรณาการระบบนิเวศอุตสาหกรรม การร่วมกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม การสนับสนุนด้านการบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ การรักษาสิทธิอันชอบธรรมและการทำตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบความร่วมมือทางอุตสาหกรรม AI ในระดับภูมิภาคที่ยั่งยืน
การดำเนินงานในระยะต่อไป พันธมิตรฯ จะเร่งผลักดันความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้งาน การบูรณาการอุตสาหกรรม การยอมรับมาตรฐานร่วมกัน การจับคู่อุปสงค์-อุปทาน และการร่วมสร้างแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกัน เพื่อเป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้หรือขยายผลในวงกว้างได้ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับภูมิภาคที่เปิดกว้าง และเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน
หนุนสตาร์ทอัป AI ‘ลุยเดี่ยว ไม่ง้อใคร’
เขตเมืองใหม่อู่เซี่ยง นครหนานหนิง กำลังเร่งส่งเสริม “ชุมชนผู้ประกอบการ OPC” (One Person Company) หรือธุรกิจตัวคนเดียว (อาจมีทีมเล็กไม่กี่คน) ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ที่มีความคล่องตัวสูงและมีต้นทุนการดำเนินงานต่ำ สอดรับกับภูมิทัศน์เศรษฐกิจยุค AI โดยสตาร์ทอัป ‘ลุยเดี่ยว’ สามารถ ‘หิ้วโน๊ตบุ๊กนั่งทำงานได้เลย’
รู้หรือไม่… โมเดลธุรกิจ OPC เป็นเทรนด์ธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ในจีนช่วยให้คนเพียงคนเดียวสามารถทำธุรกิจแบบ ‘ลุยเดี่ยว’ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการตลาดได้ผ่านเครื่องมือ AI เช่น โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ระบบ Software as a Service (SaaS) และระบบบริการคลาวด์ จากเดิมที่ต้องใช้ทีมงานหลายคนในแต่ละหน้าที่
บีไอซี หนานหนิง เห็นว่า เขตฯ กว่างซีจ้วง เป็นพื้นที่แห่งโอกาสในยุค AI ที่ทุกภาคส่วนของประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์ในการพัฒนาความร่วมมือและส่งเสริมความเชื่อมโยงทางดิจิทัล การแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมและส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในฉากทัศน์ที่หลากหลายร่วมกันได้ เพื่อร่วมกับขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างอนาคตการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันระหว่างไทย-จีน(กว่างซี)
สตาร์ทอัปไทยที่มีศักยภาพและมีความสนใจจะ “ก้าวออกไป(กว่างซี)” และ “เชิญเข้ามา(ไทย)” ระหว่างไทย-กว่างซี สามารถแสวงหาโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือ AI กับกว่างซี(จีน) ผ่าน “ศูนย์หนาน เอ” รวมถึงแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI ที่ตอบโจทย์ตลาดในสาขาต่าง ๆ โดยเฉพาะการร่วมทดลองใช้นวัตกรรมเพื่อการขยายตลาด
ข่าวนี้รวบรวมโดย :SHUNNING HUANG
การตรวจสอบรอบแรก:YANLAN ZHANG
การตรวจสอบรอบที่สอง:CUIJING MO
การตรวจสอบรอบที่สาม: ปิยะนุช เพชรเย็น