อำเภอหงหยา เมืองเหมยซาน มณฑลเสฉวน กำลังยกระดับอุตสาหกรรมชาจากภาคเกษตรดั้งเดิมไปสู่ห่วงโซ่มูลค่าสมัยใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การเพาะปลูกแบบออร์แกนิก เกษตรดิจิทัล การแปรรูปอัจฉริยะ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยตั้งเป้าสู่การเป็น “อำเภอชาออร์แกนิกบนพื้นที่สูงอันดับหนึ่งของจีน” และ “ฐานห่วงโซ่อุปทานเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน” ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน (ปี 2569–2573)
หงหยาเป็นพื้นที่ผลิตชาใหญ่อันดับ 2 ของมณฑลเสฉวน มีอัตราพื้นที่ป่าครอบคลุมร้อยละ 72.49 ประกอบกับภูมิประเทศภูเขาสูง หมอกปกคลุม และทรัพยากรดินและน้ำที่เหมาะสมกับเกษตรอินทรีย์ ทำให้พื้นที่มีความได้เปรียบในการผลิตชาคุณภาพสูง ณ สิ้นปี 2568 หงหยามีพื้นที่ปลูกชาประมาณ 300,000 หมู่จีน (ประมาณ 125,000 ไร่) ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ได้รับการรับรองมาตรฐานชาเขียวและชาออร์แกนิกประมาณ 30,000 หมู่จีน (ประมาณ 12,500 ไร่) มากที่สุดในมณฑลเสฉวน มีผลผลิตชาแห้งปีละ 40,500 ตัน และมีมูลค่าอุตสาหกรรมชารวม 8.75 พันล้านหยวน (ประมาณ 1.30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) อีกทั้งได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ผลิตชาสำคัญระดับประเทศต่อเนื่องเป็นปีที่ 7
จากไร่ชาออร์แกนิกสู่ “เกษตรดิจิทัล” เพิ่มรายได้เกษตรกร
จุดแข็งสำคัญของอุตสาหกรรมชาหงหยาคือการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ โดยพื้นที่ไร่ชา Qinggangping (青杠坪) ได้พัฒนาเป็นแปลงสาธิตชาดิจิทัลขนาด 1,000 หมู่จีน (ประมาณ 417 ไร่) ติดตั้งระบบติดตามสภาพความชื้นของดิน ศัตรูพืช และการเจริญเติบโตของต้นชาแบบเรียลไทม์ รวมถึงระบบชลประทานอัจฉริยะและระบบควบคุมศัตรูพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการพึ่งพาประสบการณ์และสภาพอากาศในการเพาะปลูก
หงหยายังจัดทำโครงการยกระดับคุณภาพไร่ชา โดยกำหนดพื้นที่สาธิตประมาณ 50,000 หมู่จีน (ประมาณ 20,833 ไร่) ใน 10 หมู่บ้านของ 7 ตำบล พร้อมนำเทคโนโลยีควบคุมศัตรูพืชแบบเป็นระบบและแนวทางเกษตรสีเขียวมาใช้ ขณะเดียวกันยังอาศัยเครือข่ายท่อส่งก๊าซชีวภาพและของเหลวจากระบบหมักกว่า 700 กิโลเมตร นำของเสียจากภาคปศุสัตว์กลับมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนระหว่างการเพาะปลูกและปศุสัตว์
การยกระดับมาตรฐานยังถูกเชื่อมโดยตรงกับรายได้ของเกษตรกร บริษัทชาในพื้นที่ใช้ระบบรับซื้อใบชาสดในราคาสูงขึ้นสำหรับเกษตรกรที่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม หลังการปรับปรุงคุณภาพ พื้นที่สาธิตสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 8,000 หยวนต่อหมู่ต่อปี (ประมาณ 1,190 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นราว 950 หยวนต่อหมู่ต่อปี (ประมาณ 141 ดอลลาร์สหรัฐ) ส่งผลให้รายได้รวมของเกษตรกรเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20
ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หงหยาได้สร้างไร่ชาดิจิทัลขนาด 1,000 หมู่จำนวน 2 แห่ง และยกระดับมาตรฐานการจัดการพื้นที่ปลูกชาโดยรอบอีกประมาณ 20,000 หมู่จีน (ประมาณ 8,333 ไร่) สะท้อนการเปลี่ยนจากเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติไปสู่ระบบการผลิตที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และมาตรฐานเป็นเครื่องมือเพิ่มผลผลิตและมูลค่า
ขณะเดียวกัน หงหยายังขยายไปสู่ตลาด มัทฉะ (Matcha) โดยหมู่บ้าน Qianfeng ในตำบล Zhongshan มีฐานผลิตมัทฉะประมาณ 500 หมู่จีน (ประมาณ 208 ไร่) ใช้พันธุ์ชาที่พัฒนาสำหรับการผลิตมัทฉะโดยเฉพาะและใช้ระบบเกษตรแบบมีคำสั่งซื้อล่วงหน้า คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้เศรษฐกิจส่วนรวมของหมู่บ้านเกือบ 2 ล้านหยวนต่อปี (ประมาณ 297,000 ดอลลาร์สหรัฐ)
จากขายวัตถุดิบสู่สร้างแบรนด์ ดันมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่
แม้หงหยาจะมีฐานการผลิตชาขนาดใหญ่ แต่ที่ผ่านมาเผชิญข้อจำกัดจากการขาดบริษัทแกนนำ แบรนด์ท้องถิ่นยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และชาคุณภาพสูงยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่เต็มศักยภาพ ส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่นหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ระดับพื้นที่ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูป
ในปี 2562 หงหยาเชิญคณะผู้เชี่ยวชาญที่นำโดยศาสตราจารย์หลิว จ้งหัว สมาชิกสถาบันวิศวกรรมแห่งชาติจีน เข้ามาศึกษาและพัฒนาแบรนด์สาธารณะประจำพื้นที่ “Wawu Chunxue Tea” หรือ “หิมะวสันต์แห่งวาหวู่” โดยสร้างระบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ บริษัทชา และสมาคมอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดมาตรฐานร่วมด้านการเก็บเกี่ยว การผลิต และบรรจุภัณฑ์ ปัจจุบันมีบริษัทชา 4 แห่งได้รับอนุญาตให้ใช้แบรนด์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
ผลจากการสร้างแบรนด์ทำให้ Wawu Chunxue Tea ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยในปี 2567 ชาเขียวภายใต้แบรนด์ดังกล่าวได้รับเลือกเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ชาที่ทรงอิทธิพลของมณฑลเสฉวน และในปี 2568 ถูกบรรจุในรายชื่อแบรนด์สำคัญที่มณฑลให้การสนับสนุน ขณะที่ “Hongya Green Tea” ได้รับการบรรจุในรายชื่อสินค้าเกษตรคุณภาพและมีเอกลักษณ์ระดับประเทศ โดยพื้นที่ที่ได้รับการรับรองครอบคลุมประมาณร้อยละ 85 ของไร่ชาทั้งอำเภอ
อีกด้านหนึ่ง หงหยากำลังเร่งพัฒนาการแปรรูปแบบอุตสาหกรรม บริษัท Sichuan Minghuang Tea Co., Ltd. (四川茗皇茶业有限公司) ลงทุน 20 ล้านหยวน (ประมาณ 2.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นำสายการผลิตอัจฉริยะมาใช้ โดยใช้ระบบ PLC ควบคุมอุณหภูมิ การนวดใบชา และการอบแห้งแบบเรียลไทม์ พร้อมสามารถปรับวัตถุดิบให้ตรงตามความต้องการของแต่ละแบรนด์
ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบชาให้แก่แบรนด์เครื่องดื่มรายใหญ่ของจีนอย่าง Mixue (蜜雪冰城) และ Nongfu Spring (农夫山泉) อย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาจากหงหยาสามารถเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านห่วงโซ่อุปทานของแบรนด์ขนาดใหญ่ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีมูลค่าการผลิตมากกว่า 30 ล้านหยวน (ประมาณ 4.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการระยะที่ 2 ซึ่งเมื่อเดินเครื่องเต็มกำลังแล้วคาดว่าจะมีมูลค่าการผลิตมากกว่า 100 ล้านหยวนต่อปี (ประมาณ 14.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ปัจจุบันอุตสาหกรรมชาหงหยามีบริษัทชาชั้นนำระดับมณฑล 2 แห่ง ระดับเมือง 13 แห่ง และบริษัทขนาดใหญ่ตามเกณฑ์ทางสถิติ 5 แห่ง โดยในปี 2568 ผลผลิตชาแห้งอยู่ที่ 40,500 ตัน และมูลค่าอุตสาหกรรมรวมแตะ 8.75 พันล้านหยวน (ประมาณ 1.30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 450 ล้านหยวน (ประมาณ 66.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สะท้อนการเปลี่ยนจากพื้นที่ที่เน้น “ผลิตและขายใบชา” ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ชาไม่ได้มีไว้แค่ “ชง” ปั้น New Tea Drinks–อาหาร–ท่องเที่ยว สร้างตลาดใหม่
หนึ่งในทิศทางที่น่าจับตามองคือการนำชาเข้าสู่ตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยร้านเครื่องดื่มชา Wawu Chunxue Tea แห่งแรกเปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2568 ใช้ชาออร์แกนิกจากพื้นที่สูงของหงหยาผสมกับนมสดเพื่อพัฒนาเครื่องดื่มชาสมัยใหม่ ปัจจุบันร้านต้นแบบจำหน่ายได้เฉลี่ยประมาณ 300 แก้วต่อวัน มียอดขายตลอดปีมากกว่า 4 ล้านหยวน (ประมาณ 595,000 ดอลลาร์สหรัฐ) และขยายสาขาไปยังจือหยาง เล่อซาน และตุนหวงแล้ว
นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ยังร่วมมือกับ China Post สาขาหงหยา เปิด “Milk Tea Post Office” แห่งแรกของเมืองเหมยซาน ผสานร้านเครื่องดื่มชาเข้ากับบริการไปรษณีย์ พื้นที่พักผ่อน กิจกรรมทางสังคม และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ขณะที่ผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่นนำผงชาและสารสกัดจากชาไปพัฒนาเป็นขนม เค้ก เยลลี และอาหารจากชา ทำให้วัตถุดิบเดียวสามารถสร้างรายได้ผ่านผลิตภัณฑ์และสถานการณ์การบริโภคหลายรูปแบบ
หงหยากำลังเชื่อมอุตสาหกรรมชาเข้ากับภาควัฒนธรรมและการท่องเที่ยวด้วย โดยพื้นที่มีเขตภูเขาชาสำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ Wawu Mountain, Zonggang Mountain, Bamian Mountain และ Yuping Mountain นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมไร่ชา เก็บชา ทดลองคั่วชา และชิมชา สร้างประสบการณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เปลี่ยนพื้นที่เกษตรให้สามารถสร้างรายได้ทั้งจากผลผลิตและการท่องเที่ยว หรือแนวคิด “ใช้ชาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และใช้การท่องเที่ยวส่งเสริมอุตสาหกรรมชา”
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนโมเดลพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรที่หงหยาพยายามสร้างขึ้น คือ “ชา + เทคโนโลยี + การแปรรูป + แบรนด์ + เครื่องดื่มยุคใหม่ + วัฒนธรรม + การท่องเที่ยว” ทำให้ใบชาหนึ่งใบสามารถสร้างมูลค่าหลายทอด ตั้งแต่รายได้เกษตรกร โรงงานแปรรูป แบรนด์เครื่องดื่ม ธุรกิจค้าปลีก ไปจนถึงรายได้จากนักท่องเที่ยว และช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาราคาวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว

โอกาสสำหรับประเทศไทย
การเติบโตของหงหยามีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะ ไทยและเสฉวนไม่จำเป็นต้องมองกันในฐานะคู่แข่งด้านชาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเชื่อมจุดแข็งที่แตกต่างกันตลอดห่วงโซ่มูลค่าได้ หงหยามีข้อได้เปรียบด้านพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ วัตถุดิบชาเขียว ชาออร์แกนิก มัทฉะ ระบบเกษตรดิจิทัล และกำลังการผลิตวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม รสชาติและวัตถุดิบเขตร้อน อุตสาหกรรมบริการ ตลอดจนภาพลักษณ์ด้านอาหารและการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการสองฝ่ายจึงมีพื้นที่ร่วมมือในการพัฒนา เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ชาแบบ Cross-border Co-creation เช่น ชาเสฉวนผสมผลไม้ไทย เครื่องดื่มมัทฉะกับวัตถุดิบไทย ขนมและผลิตภัณฑ์ Wellness จากชา ตลอดจนการร่วมพัฒนาสินค้าสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ในจีนและอาเซียน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงตลาดจีนผ่าน “ผลิตภัณฑ์ร่วม” มากกว่าการแข่งขันขายวัตถุดิบโดยตรง
อีกโอกาสหนึ่งที่ไทยสามารถเรียนรู้และต่อยอดได้คือ โมเดลการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของหงหยา ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มผลผลิต แต่สร้างระบบตั้งแต่เกษตรอัจฉริยะ มาตรฐานออร์แกนิก การรับซื้อที่เชื่อมรายได้กลับสู่เกษตรกร โรงงานแปรรูป การสร้างแบรนด์ ไปจนถึง New Tea Drinks และการท่องเที่ยวเชิงชา แนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์กับพื้นที่ผลิตชาของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ รวมถึงสินค้าเกษตรมูลค่าสูงประเภทอื่น ขณะเดียวกัน ความเชื่อมโยงระหว่างหงหยากับแบรนด์เครื่องดื่มรายใหญ่ของจีนยังสะท้อนว่า ห่วงโซ่อุปทานเครื่องดื่มชาในเสฉวนกำลังกลายเป็นตลาด B2B ที่น่าจับตามอง สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีวัตถุดิบซึ่งสามารถใช้ร่วมกับชา เช่น มะพร้าว มะม่วง เสาวรส ลำไย สมุนไพร และส่วนประกอบอาหาร
ที่มาของข้อมูล: เข้าถึงข้อมูลวันที่ 1 กันยายน 2569
1. https://sichuan.scol.com.cn/tfrm/202607/83290312.html
ที่มารูปภาพ:
1. 699pic.com
ข่าวนี้รวบรวมโดย :SHUNNING HUANG
การตรวจสอบรอบแรก:YANLAN ZHANG
การตรวจสอบรอบที่สอง:CUIJING MO
การตรวจสอบรอบที่สาม: ปิยะนุช เพชรเย็น