ปี 2569 เป็นปีพิเศษของอุตสาหกรรมการบินฮ่องกง โดยท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง (Hong Kong International Airport – HKIA) มีกำหนดจะเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่ 2 โครงการ ได้แก่
(1) การก่อสร้างทางวิ่งอากาศยานแห่งที่ 3 เพื่อให้สนามบินมีศักยภาพรองรับระบบ Three Runway System (3RS) อย่างเต็มรูปแบบ และ (2) การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 เพื่อส่งเสริมเป้าหมายในการรองรับผู้โดยสารมากกว่า 120 ล้านคนต่อปี และรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าได้มากกว่า 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะมีส่วนช่วยยกระดับสถานะของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการบินและโลจิสติกส์ของภูมิภาคและโลก
ด้วยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่มีระยะทางไม่ไกลจากประเทศไทย รวมถึงความร่วมมือด้าน
การบิน ทวิภาคีที่ฝังรากลึกและมีความมั่นคง การพัฒนาอุตสาหกรรมการบินฮ่องกงในครั้งนี้ จึงถือเป็น
การเปิดประตูสู่โอกาสในการบูรณาการและการเติบโตในมิติต่าง ๆ สำหรับภาคธุรกิจไทยด้วย

ความเป็นมาและความสำคัญของสนามบินนานาชาติฮ่องกง
ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง (HKIA) เป็นหนึ่งในท่าอากาศยานสำคัญของภูมิภาค โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo Hub) ที่มีอัตราการผ่านสินค้าสูงที่สุดในโลกติดต่อกันยาวนานถึง 14 ปี (ตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2567) และเป็นกลไกสำคัญในภาคการค้าและ
โลจิสติกส์ที่เป็นหนึ่งในสี่เสาหลักทางเศรษฐกิจของฮ่องกง โดยในปี 2568 HKIA ได้ต้อนรับผู้โดยสารกว่า 54.9 ล้านคน ปริมาณสินค้ากว่า 5 ล้านตัน และมีเที่ยวบินเข้าออกถึง 373,050 เที่ยวบินจากกว่า 120 สายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินสู่จุดหมายปลายทางมากกว่า 200 แห่งทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงจุดหมายปลายทางในจีนแผ่นดินใหญ่กว่า 40 แห่ง ตัวเลขสถิติเหล่านี้ส่งผลให้ HKIA ถูกจัดอันดับให้เป็น
ท่าอากาศยานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีสัดส่วนการใช้งานเครื่องบินลำตัวกว้าง (Wide-bodied Aircraft) ที่สามารถรองรับผู้โดยสารจำนวนมากสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก
นอกจากนี้ ฮ่องกงยังมีข้อตกลงด้านการบิน (Aviation Service Agreements) กับพันธมิตรจากประเทศ/เขตเศรษฐกิจต่าง ๆ กว่า 67 ราย ซึ่งสะท้อนถึงข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของฮ่องกงที่ตั้งอยู่ในใจกลางของเส้นทางการบินที่พลุกพล่านที่สุดในเอเชีย โดยประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลกอาศัยอยู่ในรัศมี 5 ชั่วโมงของการเดินทางทางอากาศจากฮ่องกง
ฮ่องกงเป็นเมืองที่มีประวัติผูกพันกับประวัติศาสตร์การบินมาอย่างยาวนาน โดยท่าอากาศยานไคตั๊ก
(Kai Tak) ซึ่งเป็นท่าอากาศยานแห่งเดิมนั้นได้เปิดให้บริการเมื่อปี 2468 และให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ครั้งแรกในปี 2479 ถือเป็นท่าอากาศยานพาณิชย์แห่งแรก ๆ ในทวีปเอเชีย ต่อมา ฮ่องกงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ในปี 2487 ในฐานะหนึ่งในสมาชิกหลักของเครือข่าย
การบินในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ในช่วงทศวรรษที่ 2530 ขีดความสามารถของท่าอากาศยานไคตั๊กเริ่มไม่สามารถรองรับการเติบโตของเมืองฮ่องกง และมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถขยายพื้นที่เพิ่มเติมได้เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้ชิดกับตัวเมืองมาก รัฐบาลฮ่องกงในขณะนั้นจึงได้ริเริ่มแผนการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่บนเกาะที่ห่างไกลจากตัวเมืองอย่าง
“เช็กแลปก๊อก” (Chek Lap Kok) สอดคล้องกับแนวทางที่ตั้งใจให้สนามบินอยู่ห่างจากตัวเมืองด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและศักยภาพในการขยายตัวในอนาคต โดยในคืนวันที่ 6 กรกฎาคม 2541
ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงได้เปิดให้บริการเป็นครั้งแรก พร้อมกับการก่อตั้งการท่าอากาศยานฮ่องกง (Airport Authority of Hong Kong – AAHK) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการบริหารการดำเนินงานของ
ท่าอากาศยาน และต่อมาในปี 2554 การท่าอากาศยานฮ่องกงได้ทำการประเมินขีดความสามารถของท่าอากาศยานเพื่อจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานฮ่องกง ค.ศ. 2030 (Hong Kong Airport Master Plan 2030) และมีการต่อยอดเพื่อก่อสร้างทางวิ่งอากาศยานแห่งที่ 3 และอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือน พ.ค. 2569
การก่อสร้างทางวิ่งอากาศยานแห่งที่ 3 และอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2
พัฒนาการที่สำคัญที่สุดของท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงในช่วงที่ผ่านมาคือโครงการก่อสร้างทางวิ่งอากาศยานแห่งที่ 3 เพื่อรอบรับระบบสามรันเวย์ (3RS) และอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 โดยใช้
งบประมาณลงทุนกว่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง
ในส่วนของการก่อสร้างทางวิ่งอากาศยานแห่งที่ 3 ได้มีการถมทะเลกว่า 650 เฮกตาร์เพื่อ
การสร้างทางวิ่งอากาศยานมีความยาวถึง 3.8 กิโลเมตร และการปรับปรุงระบบทางวิ่งอากาศยานใหม่ทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัว ทั้งนี้ในส่วนของการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2
ได้ดำเนินการภายใต้แนวคิดการพัฒนาอาคารอัจฉริยะ (smart terminal) ที่มีการติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกขั้นสูง อาทิ ช่องตรวจความปลอดภัยอัจฉริยะ และการใช้เทคโนโลยีการตรวจคนเข้าเมืองอัจฉริยะที่ลดการใช้แรงงานคน เพิ่มความรวดเร็ว และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ อาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ได้เปิดให้บริการส่วนแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 และมีกำหนดจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบโดยเพิ่มที่จอดอากาศยานอีก 63 ลำ และประตูทางออกขึ้นเครื่องอีก 27 ช่องทาง เร็ว ๆ นี้ โดยปัจจุบันมีสายการบินของประเทศไทย 3 สายการบิน ได้ย้ายไปยังอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 เรียบร้อยแล้ว ได้แก่สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย (Thai AirAsia) ไทยไลออนแอร์ (Thai Lion Air) และบางกอกแอร์เวย์ส (Bangkok Airways) โดยอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 เชื่อมโยงกับส่วนอื่น ๆ ของท่าอากาศยานด้วยระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover – APM)
การท่าอากาศยานฮ่องกงได้เปิดเผยว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินข้างต้นได้ยกระดับ
ขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารของท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงอย่างมีนัยสำคัญ
โดยปัจจุบัน สามารถรองรับได้กว่า 102 เที่ยวบินต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากเดิม รวมเป็น 607,000 เที่ยวบินต่อปี และสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 120 ล้านคนและการขนส่งสินค้าทางอากาศกว่า 10 ล้านตันต่อปี
โอกาสของภาคธุรกิจไทย
ขีดความสามารถของท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงนับเป็นโอกาสสำคัญของภาคธุรกิจทั้งในฮ่องกงและต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงการที่ฮ่องกงมีพันธมิตร
ด้านการบินครอบคลุม 120 สายการบิน และจุดหมายปลายทางกว่า 200 แห่งทั่วโลก และในจำนวนนี้ จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางไปประเทศไทยมากเป็นลำดับต้น โดยครอบคลุม 5 จุดหมายปลายทาง ได้แก่
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กรุงเทพฯ) ท่าอากาศยานดอนเมือง (กรุงเทพฯ) ท่าอากาศยานเชียงใหม่
ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานสมุย รวมแล้วกว่า 130 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ดังนั้น ฮ่องกงจึงมีความสำคัญในฐานะจุดเชื่อมต่อที่นักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะจากจีนแผ่นดินใหญ่ ภูมิภาคอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้) จะใช้ในการเดินทางต่อไปยังประเทศไทย และจากประเทศไทยเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางในภูมิภาคต่าง ๆ ที่ยังไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างกัน
นอกจากนี้ ตามแนวทางที่ระบุในการแถลงนโยบายประจำปี 2568 ของฮ่องกง รัฐบาลได้เดินหน้าขยายความตกลงทวิภาคีด้านการบินร่วมกับกลุ่มตลาดเกิดใหม่ อาทิ เอเชียกลาง อเมริกาใต้ แอฟริกา
และตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายการค้าและการขนส่ง โดยสามารถใช้ฮ่องกงเป็นจุดเชื่อมต่อเพื่อเข้าสู่ตลาดใหม่เหล่านี้ ตลอดจนการกระจายสินค้าเข้าสู่เมือง

ต่าง ๆ ในจีนแผ่นดินใหญ่ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น
ข่าวนี้รวบรวมโดย :SHUNNING HUANG
การตรวจสอบรอบแรก:YANLAN ZHANG
การตรวจสอบรอบที่สอง:CUIJING MO
การตรวจสอบรอบที่สาม: ปิยะนุช เพชรเย็น